ตะไคร้

ทำความรู้จักกับการใช้ตะไคร้ในชีวิตประจำวัน

ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยและใช้กันมาอย่างยาวนาน ทั้งในการประกอบอาหารและการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน ส่วนที่นิยมใช้คือลำต้นส่วนโคนสีขาวและใบ โดยแต่ละส่วนมีวิธีการเตรียมและการใช้งานที่แตกต่างกัน การเรียนรู้วิธีใช้ตะไคร้อย่างถูกต้องจะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากสมุนไพรชนิดนี้

ปัจจุบันตะไคร้มีจำหน่ายหลายรูปแบบ ทั้งแบบสดที่หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป แบบอบแห้งสำหรับชงดื่ม และแบบสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย การเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความสะดวกของแต่ละคน

วิธีเตรียมและใช้ตะไคร้ในรูปแบบต่างๆ

สำหรับการปรุงอาหาร ให้เลือกตะไคร้ที่ลำต้นแน่น ไม่เหี่ยว และมีกลิ่นหอมสดชื่น ตัดส่วนรากและใบแก่ออก จากนั้นล้างให้สะอาด สามารถใช้ได้ทั้งแบบทุบหรือหั่นละเอียดตามชนิดของอาหาร เช่น ทุบใส่ต้มยำ หั่นละเอียดใส่ลาบหรือยำ

การชงเป็นชาตะไคร้ ใช้ลำต้นสดหั่นเป็นท่อนหรือใบตะไคร้แห้ง ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำร้อน 1 แก้ว แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที กรองเอาแต่น้ำดื่ม อาจเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสชาติได้ตามชอบ

น้ำมันหอมระเหยตะไคร้นิยมใช้ในการนวดผ่อนคลายหรือใช้กับเครื่องพ่นไอน้ำ ควรเจือจางกับน้ำมันตัวพาก่อนทาลงบนผิวหนังโดยตรง และทดสอบกับผิวหนังบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้งานจริง

  • ตะไคร้สด เหมาะสำหรับปรุงอาหารและต้มดื่มสด มีกลิ่นหอมเข้มข้น
  • ตะไคร้อบแห้ง สะดวกในการเก็บรักษา เหมาะสำหรับชงเป็นชาสมุนไพร
  • น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ ใช้สำหรับสูดดมหรือนวดผ่อนคลาย
  • ผงตะไคร้ ใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารสำเร็จรูปหรือเครื่องแกง
ข้อควรระวัง

แม้ตะไคร้จะเป็นสมุนไพรที่ใช้กันทั่วไป แต่ผู้ที่มีอาการแพ้พืชตระกูลหญ้าควรระวังในการใช้ สตรีมีครรภ์และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

คำถามที่พบบ่อย

ตะไคร้สดเก็บรักษาได้นานแค่ไหน
ตะไคร้สดสามารถเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยห่อด้วยกระดาษชำระชื้นๆ แล้วใส่ถุงพลาสติก หากต้องการเก็บนานกว่านั้น สามารถหั่นแล้วแช่แข็งได้นานถึง 3-6 เดือน
ชงชาตะไคร้ดื่มได้วันละกี่แก้ว
โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่มชาตะไคร้ประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน การดื่มในปริมาณพอเหมาะอาจช่วยในเรื่องการผ่อนคลายได้ในบางคน แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปหรือดื่มแทนน้ำเปล่า
ใช้ส่วนไหนของตะไคร้ทำอาหารได้บ้าง
ส่วนที่นิยมใช้มากที่สุดคือลำต้นส่วนโคนสีขาวถึงเขียวอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมเข้มข้น ส่วนใบแก่มักใช้ต้มน้ำดื่มหรือใส่ในน้ำซุป ส่วนรากและใบแห้งกรอบมักไม่นิยมใช้เพราะเหนียวและไม่มีกลิ่นหอม

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสมุนไพรไทยชนิดอื่นๆ หรือต้องการระบุชนิดพืชที่พบเห็น แอปพลิเคชันระบุพันธุ์พืชอาจช่วยให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์แผนไทย

ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สมุนไพรใดๆ